วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

The 12th Planet - ตอนที่ 9

The 12th Planet - ตอนที่ 9
Chapter Twelve: The Creation of Man

Evolution or Creation?

ข้อวินิจฉัยของชาวสุเมเรียนที่ว่ามนุษย์เป็นผลงานการสร้างของเนฟิลิมนั้น หากเสนอออกสู่สายตามหาชนก็คงไปปะทะเข้ากับแนวคิดดั้งเดิมที่มีอยู่สองแบบล่ะครับ แนวคิดแรกคือทฤษฎีวิวัฒนาการตามแบบของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ส่วนแนวคิดที่สองเป็นความเชื่อตามพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่าพระเจ้าทรงปั้นแต่งมนุษย์ขึ้นมาจากฝุ่นธุลี (ในความเป็นจริงคุณก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เนื้อหาในไบเบิลส่วนมากรับมาจากอารยธรรมสุเมเรียน) ทั้งสองแนวคิดนี้มีการปะทะคัดง้างกันมานานแสนนาน โดยอ้างว่าแนวคิดของตรูนี่แหละว๊อยที่เป็นฝ่ายถูก

เอกสารโบราณของสุเมเรียนคือหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ทั้งทฤษฎีวิวัฒนาการและไบเบิลเป็นฝ่ายถูกทั้งคู่ ไม่มีใครผิดเลย

โดยลิขิตสุเมเรียนยืนยันว่าเมื่อแรกที่เนฟิลิมเดินทางมายังโลกของเรา ศิลปะแห่งการปลูกพืช การปลูกผลไม้ และการเลี้ยงสัตว์ยังไม่ปรากฏอยู่บนโลก ส่วนในไบเบิลนั้นเล่าว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นในวันที่หกหรือช่วงที่หกของกระบวนการวิวัฒนาการ (และก็เป็นที่มาของชื่อหนัง The Sixth day)
เหตุผลในการสร้างมนุษย์ของเนฟิลิมนั้นมาจากการขาดแคลนแรงงานครับ ปวงเทพต้องการให้มนุษย์มาแบกแอกแห่งความเหนื่อยยากแทนพวกเขา เรื่องราวอันชัดเจนถูกกล่าวอ้างโดยเทพ Marduk ใน The Epic of Creation ดังนี้


I will produce a lowly Primitive;
Man shall be his name.
I will create a Primitive worker;
He will be charged with service of the gods,
That they might have their ease.



คำที่ชาวสุเมเรียนและอัคเคเดียนใช้เรียกมนุษย์นั้น ฟ้องสถานภาพของมนุษย์อยู่แล้วว่าเป็นต้นแบบ(Lulu) หรือ คนงานต้นแบบ(Lulu Amelu - Primitive Worker) หรือแรงงาน(Awelum) สำหรับในไบเบิลเองนั้นต้นฉบับถูกคนรุ่นหลังแปลออกมาโดยไม่สะกิดใจเลยครับว่า ความหมายของเนื้อความดั้งเดิมนั้นแท้ที่จริงต้องการบอกเล่าอะไรแก่เรา ถ้อยคำหลายต่อหลายคำที่มีความหมายชัดเจนถูกตีความออกมาเป็น worship - การบูชา ซึ่งจริงๆแล้วความหมายของมันควรจะเป็น Avod - งาน

...เพราะมนุษย์โบราณของสุเมเรียน(และไบเบิล)ไม่ได้บูชาพระเจ้า พวกเขาทำงานให้กับพระเจ้าต่างหาก!











ชาร์ลส์ ดาร์วิน กับภาพล้อของเขาสำหรับผู้ที่รับไม่ได้กับแนวคิดที่ว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง





จากเอกสารสุเมเรียนโบราณ การตัดสินใจสร้างมนุษย์เป็นผลจากการประชุมของสภาเทพ แต่เนื้อความที่ซ่อนนัยของการนี้เอาไว้กลับอยู่ในบทเยเนซิสของไบเบิล เนื่องจากไบเบิลใช้คำแทนพระเจ้าว่า Elohim(แปลว่าผู้มาจากเบื้องบน) คำๆนี้เป็นพหูพจน์ของคำว่า Eloha ซึ่งพิจแล้วคุณจะเห็นว่ามันน่าแปลกใจหยอกอยู่เสียเมื่อไหร่...
...พระเจ้าของชาวยิวโบราณมีเพียงหนึ่งเดียว พระเจ้าองค์เดียว การใช้พหูพจน์กับพระเจ้าคุณว่ามันไม่แปลกไปหน่อยหรือครับ? เพราะ Elohim = Gods (ไม่ใช่ God อย่างที่ควรจะเป็น) โดยเฉพาะเงื่อนงำที่น่าสงสัยจากประโยคอมตะในไบเบิลที่พวกเราคุ้นเคยกัน


And Elohim said:
"Let us make Man in our image,
after our likeness."



ใครที่เรา(Us)ตามที่ไบเบิลกล่าวถึงกันครับ? พระเจ้าที่ทรงมีหนึ่งเดียวกำลังตรัสกับใครและทำไมต้องเป็น"เรา" ภาคเยเนซิสของไบเบิลไม่ได้ให้คำตอบอะไรเอาไว้เลย ตรงข้ามกับยิ่งเพิ่มปริศนาเข้าไปอีกเมื่ออาดัมและอีฟกินผลไม้แห่งความรู้เข้าไป พระเจ้าทรงตรัสโดยใช้คำว่าเราอีกครั้งกับใครบางคน(โดยใช้พหูพจน์)ว่า
"ดูเอาเถิด, มนุษย์กลายเป็นอย่างพวกเราแล้ว, พวกเขารู้จักความดีและความชั่ว"


ทีนี้มาถึงข้อสันนิษฐานแล้ว เนื่องจากเรื่องราวการสร้างมนุษย์ในพระคัมภีร์นั้นคัดลอกมาจากงานเขียนโบราณของชาวสุเมเรียน เป็นไปได้ไหมที่อนุชนรุ่นหลังได้รวมปวงเทพทั้งหลายกลายเป็นพระเจ้าที่มีเพียงหนึ่งเดียว เรื่องราวในพระคัมภีร์จึงเปรียบเหมือนการเรียบเรียงงานเขียนโบราณของสุเมเรียน ที่รายงานผลการพิจารณาประเด็นต่างๆในสภาเทพ

พระคัมภีร์ฉบับ Old Testament ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่ามนุษย์ไม่ใช่พระเจ้าและไม่ได้มาจากสวรรค์ เพราะสวรรค์นั้นเป็นของพระเจ้าโลกต่างหากครับที่เป็นสถานที่ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์อย่างแท้จริง - สิ่งมีชีวิตใหม่บนโลกที่พระเจ้าสร้างทรงสร้างขึ้นมีนามว่า Adam เพราะเขาถูกสร้างขึ้นจากธุลีแห่งโลก(Adama) พูดง่ายๆก็คือ Adam เป็น Earthing - คนเดินดินนั่นเอง











นี่ไงล่ะครับ ต้นฉบับที่แท้จริงของพระคัมภีร์บทปฐมกาล หรือ The Book of Genesis ในไบเบิล

หากตัดประเด็นเรื่องผลไม้แห่งความรู้และอายุขัยที่ได้รับการประทานจากสวรรค์แล้ว ก็นับได้ว่าอาดัมถูกสร้างขึ้นมาจา***ปลักษณ์(selem - image) และความเหมือน(likeness - dmut) ของพระเจ้า(ที่เป็นพหูพจน์) กล่าวคือเหมือนพระเจ้าทั้งในเชิงสรีระและความรู้สึกนึกคิด

แม้ว่าไบเบิลจะมีข้อห้ามในการสร้างรูปเคารพตามแบบศาสนาดั้งเดิมหรือเพเกิน(Pagan) จนหลายคนเข้าใจผิดคิดเอาเองว่าพระเจ้าของชาวฮีบรูว์(และคริสต์)ทรงมีลักษณะเป็นอรูป แต่ Sitchin กลับมีความคิดเห็นเป็นตรงกันข้าม เพราะตลอดเนื้อหาของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเก่าไม่ว่าจะเป็นบทปฐมกาลหรือบทอื่นๆ พระเจ้าของชาวฮีบรูว์ทรงมีลักษณะอย่างมนุษย์ เคยเผชิญหน้า ประลองกำลังกับมนุษย์ด้วยมวยปล้ำ โอภาปราศัยเฉกเช่นคนปกติ พระเจ้ามีสรีระเช่น ศีรษะ นิ้วมือ บั้นเอวเยี่ยงมนุษย์เดินดิน มันหมายความว่ายังไงล่ะครับอีแบบนี้น่ะ?

#รายละเอียดอื่นๆโปรดอ่านเพิ่มเติมจากไบเบิลกับพระเจ้าจากอวกาศซึ่งผมเรียบเรียงไว้เมื่อนานมาแล้ว(และยังไม่จบ จะมาขมวดปมตอนจบในดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่แหละ) คุณจะเข้าใจธรรมชาติของเอโลฮิม - พระเจ้าในไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิมมากขึ้นครับ

...อ่านจบคงเห็นชัดแล้วนะครับว่า พระเจ้ากับอัครสาวกในไบเบิลมีอารมณ์และพฤติกรรมเหมือนมนุษย์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เนื่องจากมนุษย์ถูกสร้างมาให้เหมือนพระเจ้าผู้เป็นต้นแบบทุกประการอยู่แล้ว
แต่เรื่องราวที่ง่ายดายตามคำบอกเล่าของเอกสารโบราณเหล่านี้ กลับนำไปสู่ปริศนาที่มนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเราพากันกังขาเป็นอย่างมาก กล่าวคืออาดัม - สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่นี้ถูกสร้างให้จำลองแบบทั้งสรีระ จิตใจ อารมณ์ของเนฟิลิมได้อย่างไรกันแน่ กล่าวให้เข้าใจง่ายกว่านี้ก็คือ

พวกเขาสร้างมนุษย์อีท่าไหนกันแน่?



สิ่งที่ท่านเอ่ยนามออกมา มันมีอยู่แล้ว

ผมคงไม่ต้องสาธยายให้มากความว่า ในสมัยก่อนนั้นซีกโลกตะวันตกโดยเฉพาะชาวยุโรปมีความเชื่อเกี่ยวกับการกำเนิดมนุษย์ว่าอย่างไร แต่มีบางเหตุการณ์ที่น่าสนใจซึ่งจุดเริ่มของเรื่องอยู่ในปี ค.ศ. 1957 เมื่อนักธรรมชาติวิทยานาม Charles Darwin ตีพิมพ์หนังสือของเขาที่ชื่อ "On the Origin of Species by Means of Natural Selection." หรือ "Preservation of Favoure Races in the Struggled for Life." ขึ้น

หนังสือนามอุโฆษเล่มนี้เป็นบทสรุปการวิจัยที่ยาวนานของดาร์วิน โดยสนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะในแง่ของการดิ้นรนเอาตัวรอด และท้ายที่สุดธรรมชาติจะเป็นคนดำเนินการกระบวนการคัดสรรนั้น รางวัลอันได้แก่การรอดชีวิตจะตกอยู่แก่สปีชีส์ที่เข้มแข็งปรับตัวได้ จะเห็นได้ว่าแนวคิดนี้คัดง้างกับความเชื่อทางคริสตศาสนาแบบเต็มๆเลยครับ ซึ่งในความเป็นจริงคริสตศาสนิกชนก็ได้ต่อสู้กับแนวคิดของพวกนักวิทยาศาสตร์นอกรีตมาอยู่ก่อนแล้ว ก่อนหน้าของดาร์วินตั้งนานแน่ะ เช่นในปีค.ศ. 1788 นักธรณีวิทยากลุ่มหนึ่งได้ออกมาแถลงความเชื่อของพวกเขาว่า โลกมีอายุเก่าแก่กว่า 5,500 ปีตามที่อ้างในปฏิทินของชาวฮีบรูว์มากนัก แม้กระทั่งแนวคิดในการวิวัฒน์ของสิ่งมีชีวิตเองนั้น นักวิชาการเมื่อครั้งกระโน้นก็ได้สังเกตศึกษามานานแล้ว เป็นต้นว่านักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกที่รู้จักการบันทึกรวบรวมข้อมูลการพัฒนาของพืชและสัตว์ ซึ่งการศึกษาแขนงนี้สามารถย้อนกลับไปไกลถึงช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาลนู่นเลยครับ











พัฒนาการของมนุษยชาติตามทฤษฎีวิวัฒนาการปัจจุบัน

ดาร์วินจึงเปรียบเหมือนมือระเบิดผู้หย่อนบอมบ์ลงกลางวงโต้เถียง แนวคิดของเขาสร้างความฮือฮาไปทั่วทุกวงการ(ในสมัยนั้น) เพราะมันเป็นการสรุปออกมาอย่างไม่อิดออดเลยว่า แท้ที่จริงนั้นมนุษย์ สัตว์ พืช สิ่งมีชีวิตทั้งปวงล้วนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองแห่งวิวัฒนาการ หาได้เกิดจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างที่คนในสมัยนั้นเชื่อกันไม่

ปฏิกิริยาจากมหาชนรุนแรงและเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง เพราะข้อเขียนของดาร์วินเป็นการท้าทายพระเจ้าอย่างที่สุด แต่เมื่อจำเนียรกาลผ่านไปฝ่ายต่อต้านดาร์วินก็ดูจะเพลาความเกรี้ยวกราดลง เนื่องจากผลของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ การวิจัยทางชีววิทยาล้วนสรุปออกมาว่าความจริงมันต้องเป็นอย่างนั้น แต่เหตุผลหลักที่ทำให้ศาสนจักรต้องหุบปากเงียบไปคือข้อเขียนที่อยู่ในพระคัมภีร์ซึ่งพวกเขายึดเป็นสรณะนั่นแหละครับ เนื่องจากไบเบิลระบุไว้ในทำนองว่า พระเจ้าคือผู้ทรงเอกานุภาพและไร้รูปลักษณ์ ถ้าพระองค์เป็นอย่างนั้นจริงๆพระองค์จะสร้างมนุษย์ขึ้นตามรูปลักษณ์และความเหมือนของพระองค์ได้อย่างไรกัน?

แต่ข้างนักวิทยาศาสตร์เองก็ตีปีกดีใจได้ไม่นานเมื่อพบว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการสามารถใช้ได้กับการอธิบายปรากฏการณ์อย่างกว้างๆเท่านั้น มันใช้ไม่ได้เอาเสียเลยเมื่อต้องนำมาอธิบายเรื่องการอุบัติขึ้นบนโลกของมนุษยชาติหรือ โฮโม เซเปี้ยน เพราะตามทฤษฎีแล้วควรจะใช้เวลาในการวิวัฒน์จากโฮโม อิเร็กตัสมาเป็น โฮโม เซเปี้ยน แต่นี่อะไรครับ มนุษย์โบราณพัฒนามาเป็นมนุษยชาติอย่างปุบปับราวกับมันเกิดขึ้นด้วยเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ทั้งที่ควรจะใช้เวลาล้านถึงสองล้านปีกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้ ประการสำคัญกว่านั้นได้แก่ การที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถขุดพบห่วงโซ่ที่หายไปจากกระบวนการวิวัฒนาการของมนุษย์ เราจึงอาจพูดได้ว่า ยังไม่มีหลักฐานหรือคำอธิบายใดๆที่สามารถไขปริศนาการกำเนิดมนุษย์ยุคใหม่อย่างโฮโม เซเปี้ยนได้กระจ่างแจ้ง

...แต่สาวกพระเจ้าจากอวกาศกลุ่มหนึ่งมีข้อสันนิษฐานที่ฟังดูเข้าเค้า ถ้าคุณจะลองเปิดใจรับฟัง

หลักฐานในจารึกสุเมเรียนและบาบิโลเนียน หรือแม้กระทั่งพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเก่าบอกกับเราว่า พระเจ้านั่นแหละที่ทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์ เพียงแต่พระเจ้าไม่ได้ทรงเอกานุภาพหรือมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ได้เป็นเพียงพระเจ้าแต่ในมโนสำนึกของมนุษย์ แต่เป็นพระเจ้าผู้เดินทางมาจากห้วงอวกาศอันแสนไกลเพื่อมาตั้งอาณานิคมบนแพลเน็ตดวงนี้


เนื่องจากพระเจ้าที่ว่ามานั้นไม่ใช่พระเจ้าจริงๆ ไม่มีอภินิหารที่จะนิรมิตมนุษย์ขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้ พระเจ้าหรือเนฟิลิมตามคำเรียกขานในพระคัมภีร์จึงสร้างมนุษย์ สัตว์ในตระกูลโฮโมที่เรียกว่าลิงเปลือย(เพราะไม่มีขนรุงรังปกคลุมเหมือนลิงอื่นๆ)ขึ้นมาเอง Adam ในพระคัมภีร์ซึ่งถือเป็นมนุษยชาติคนแรกไม่ใช่สัตว์โลกแท้ๆ เพราะเนฟิลิมเป็นคนสร้างเขาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีดึกดำบรรพ์
กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจข้อเท็จจริงอันน่าตื่นตะลึงนี้อยู่ที่ Enki ครับ เมื่อพระองค์ตัดสินใจที่จะสร้าง Adamu ตามมติของสภาเทพ ที่ประชุมต่างพากันยิงคำถามต่อ Enki ว่าต้องทำอย่างไรให้โครงการสำเร็จ เทพแห่งปัญญาองค์นี้ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า

"The Creature whose name you uttered -
It EXISTS!"
"...สิ่งมีชีวิตที่พวกท่านเอ่ยนามมา มันมีอยู่แล้ว!"


และ Enki ได้นำรูปลักษณ์(image) ของปวงเทพไปผูกติดกับสิ่งมีชีวิตนั้น เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่ามนุษยชาติขึ้นมา นี่แหละครับคือคำตอบที่ว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์มาจากความว่างเปล่า แต่สร้างขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่แล้วบนโลกใบนี้ด้วยการเอา image (ในไบเบิลใช้คำว่าฉายา) ของพระเจ้าไปผูกติดเข้า










Zecharia Sitchin เล่าถึงความน่าสนใจในเอกสารโบราณโดยให้ข้อสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณ 435,000 ปีก่อน เนฟิลิมศึกษาระบบนิเวศของโลกเราควบคู่ไปกับการตั้งอาณานิคม พวกเขาจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาทำการวิจัย และก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะสนใจสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ของมนุษย์ที่อยู่ในรูปลิงเอป
...มีภาพลูกกลิ้งจำนวนมากของตะวันออกกลาง แสดงให้เห็นภาพของลิงเอปที่มีขนรุงรังพำนักอาศัยปะปนอยู่กับสัตว์ป่าอื่นๆ

เมื่อขาดแคลนแรงงาน เนฟิลิมจึงต้องอาศัยแรงงานทดแทนในทำนองเดียวกับที่มนุษย์เลี้ยงลาหรือม้าไว้ใช้งาน ความเร่งด่วนในการแก้ปัญหานี้ทำให้เนฟิลิมต้องไตร่ตรองเพื่อหาตัวเลือกที่เหมาะสม ทว่า การจับสัตว์ป่านั้นง่ายครับ แต่ไม่ใช่การจับโฮโม อิเร็กตัสแน่ๆ เพราะมนุษย์ดึกดำบรรพ์เหล่านั้นฉลาดเกินกว่าจะล่อจับด้วยวิธีง่ายๆ พวกเขาไม่มีสมองที่เจริญพอที่จะสอนให้ใช้เครื่องมือของเนฟิลิม เลี้ยงไว้เหมือนสัตว์เชื่องๆก็ไม่ได้ การสื่อสารที่ซับซ้อนเพื่อออกคำสั่งไม่มีผลใดๆกับสัตว์โลกสปีชีส์นี้ เนฟิลิมมองปัญหาที่ต้องได้รับการแก้โดยเร็ว เป็นต้นว่า มือของพวกนั้นต้องสามารถหยิบจับอุปกรณ์ได้ ต้องเดินตัวตรง มีสมองดีกว่าที่เป็นอยู่เพื่อรับฟังคำสั่งจากเนฟิลิม สรุปคือโฮโม อิเร็กตัสต้องได้รับการปรับปรุงอีกเยอะมากกว่าจะกลายเป็น Amelu - ข้าทาสที่มีประโยชน์ได้

...แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะครับ เพราะถ้ารอให้โฮโม อิเร็กตัสเจริญขึ้นตามกระบวนการวิวัฒนาการมีหวังรอกันจนเนฟิลิมสูญพันธุ์กันไปก่อน จะจับมาให้ทำงานทั้งอย่างนั้นคนที่ปวดหัวคงหนีไม่พ้นปวงเทพเนฟิลิมเอง เราไม่มีวันเข้าใจขั้นตอนการแก้ปัญหาของหัวหน้าโครงการอย่าง Enki จนกระทั่งเมื่อวิทยาการแขนงหนึ่งได้อุบัติขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เราจึงอาศัยวิทยาการแขนงนั้นมาทำความเข้าใจขั้นตอนที่เนฟิลิมใช้แก้โจทย์ของวิวัฒนาการ

Ea/Enki แก้ปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมครับ



พันธุวิศวกรรมยุคโบราณ

จากการที่เนฟิลิมสามารถท่องอวกาศจนมายังโลกได้ตั้งแต่ 450,000 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราสันนิษฐานได้ว่าพวกเขาน่าจะมีความเจริญทางเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ในปัจจุบัน ถ้าความสามารถด้านวิทยาศาสตร์การบินของเนฟิลิมเจริญถึงขั้นนั้นแล้วล่ะก็ เราคงสรุปกันได้ล่ะครับว่าความรู้แขนงวิชา Life Sciences ของพวกเขาคงก้าวหน้าไปไม่แพ้กัน พวกเขาน่าจะมีความรู้ในการเลือกโครโมโซมที่เหมาะสมจากสองเซ็ตและหลอมรวมมันเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตทางพันธุกรรมใหม่ที่ดีกว่า และอาจจะก้าวหน้าไปมากกว่าการทดลองเฉพาะแต่ในห้องแล็บกล่าวคือ พวกเขาสามารถทดลองกับสิ่งมีชีวิตเช่นพืชหรือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติจริงๆได้ด้วย

ในงานเขียนโบราณต่างๆ มีการอ้างถึงการผสมระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิด โดยเฉพาะงานเขียนโบราณที่เป็นต้นฉบับสำคัญของดาวเคราะห์ดวงที่สิบสอง ได้กล่าวถึงงานเขียนของเบรอสซัสซึ่งอ้างถึง Belus (พระผู้เป็นเจ้า) ที่เรียกว่า Deus (พระเจ้า - - หากคุณเล่น Xenogears คุณคงจำได้) ซึ่งสร้างสิ่งมีชีวิตอันน่าขนพองขึ้นด้วยการผสมสิ่งมีชีวิตสองชนิดเข้าด้วยกัน
นอกจากนั้นยังมีบันทึกอีกมากมายที่กล่าวถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตพันธุ์ผสมที่มีรูปลักษณ์กึ่งสัตว์กึ่งมนุษย์ ในวิหารของเทพ Belus ในกรุงบาบิโลน









เป็นไปได้ไหมครับว่าบันทึกอันน่าพิศวงนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนฟิลิมแอบแฝงอยู่ ก่อนที่ปวงเทพจะสร้างสิ่งมีชีวิตตาม image และ likeness ของพวกเขานั้นพวกเขาได้พยายามสร้างทาสประดิษฐ์ (Manufactured servant) ขึ้นก่อน ด้วยการทดลองผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างโฮโมอิเร็กตัสกับยีนพันธุกรรมของสัตว์ประเภทอื่นที่มีอยู่บนโลก ชีวประดิษฐ์เหล่านี้อาจมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ยืนยาวและไม่อาจสืบพันธุ์ได้ ภาพเขียนสัตว์กึ่งมนุษย์ในวิหารบางแห่งของตะวันออกกลาง อาจมิได้เป็นเพียงจินตนาการของศิลปินผู้รังสรรค์ แต่เป็นหลักฐานที่หลงเหลือจากการปฏิบัติการทางพันธุกรรมของเนฟิลิมก็เป็นได้

จารึกสุเมเรียนก็เช่นกันครับ ต่างเล่าถึงความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในการสร้างคนงานต้นแบบของเทพ Enki และเทพมารดร Ninhursag ผลงานในช่วงแรกเต็มไปด้วยความบกพร่องเป็นต้นว่า ร่างมนุษย์ที่สร้างขึ้นไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ บางร่างไม่มีอวัยวะเพศ บางร่างองคาพยบทุกส่วนสมบูรณ์แบบแต่กลับไร้ความสามารถในการสืบพันธุ์ เป็นต้น

... Enki รู้สึกท้อแท้กับการทดลอง แต่ด้วยสปิริตในฐานะนักวิทยาศาสตร์(หรืออีกนัยหนึ่งเทพแห่งปัญญา) พระองค์จึงทรงทดลองต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

จนกระทั่งในที่สุดมนุษย์ทดลองร่างที่สมบูรณ์แบบก็ได้เกิดขึ้น Enki ทรงเรียกมนุษย์นั้นว่าคนหัวดำ - Adapa ส่วนในไบเบิลเรียกว่า Adam (พวกเรารู้จักมนุษย์สปีชีส์นี้ในนามของโฮโม เซเปี้ยน) Adam มีลักษณะคล้ายปวงเทพมากเสียจนจารึกชิ้นหนึ่งกล่าวชี้แจงว่า เทพมารดรได้มอบผิวหนังของเทพเจ้าให้กับมนุษย์ต้นแบบนั้น มันดูเกลี้ยงเกลาไร้ขนรุงรังต่างจากมนุษย์วานรในสมัยนั้นมาก

กล่าวได้ว่าผลผลิตขั้นสุดท้ายเข้ากันมากกับลักษณะทางพันธุกรรมของปวงเทพ เหล่าเนฟิลิมสามารถสมสู่และมีบุตรกับหญิงสาวชาวมนุษย์ได้ แต่ความเข้ากันได้นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์นั้นกำเนิดจาก"เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต"เดียวกันเท่านั้น (ซึ่งจารึกโบราณก็ยืนยันเรื่องนี้กับเราอยู่แล้ว เนอะ ^^)

ในที่สุดอาดัมก็ได้ถือกำเนิด!









ตามข้อสรุปของเมโสโปเตเมียและไบเบิลนั้น มนุษย์คือผลผลิตจากส่วนผสมของเทพเจ้า(เราเดาว่าเป็นเลือดหรือสารบางอย่างที่อยู่ในเลือด)กับดินเหนียวบนโลก (ตามที่เอกสารโบราณและตำนานที่เรารู้จักดีอ้างเอาไว้ - - พระเจ้าปั้นแต่งมนุษย์ขึ้นจากฝุ่นผงของพสุธา) ซึ่งคำว่า Lulu ที่คนโบราณใช้เรียกมนุษย์นั้นนอกจากความหมายว่า"ต้นแบบ"ตามที่เราแปลกันแล้ว มันยังมีความหมายตามตัวอักษรว่า "ผู้ที่ถูกผสม" หรือ "ลูกผสม" ได้อีกด้วยครับ

...เมื่อมหามารดาถูกเรียกตัวมาให้กำเนิดมนุษย์ นางทรงชำระหัตถ์ - บิก้อนดินเหนียว - และผสมมันลงบนพื้นราบ ซึ่งก็น่าประหลาดใจเหมือนกันที่มหามารดาของเราเข้าใจหลักอนามัยคลินิก กล่าวคือนางล้างมืออย่างสะอาดหมดจดก่อนจะปฏิบัติการทางการแพทย์ของนาง เราจะพบว่าตำนานของชนชาติอื่นที่ว่าด้วยการกำเนิดมนุษย์นั้น พระเจ้าล้วนแล้วแต่ล้างมือก่อนเสมอ ^^

...เมื่อโลหิตแห่งเทพกับดินเหนียวผสมกันได้ที่แล้ว การตั้งครรภ์จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการประทับตราแห่งสวรรค์ลงบน Lulu




The new born's fate thou shalt pronounce;
Ninki will fix upon in the image of the Gods;
And what it will be is "Man."




ขั้นตอนในการสร้าง Lulu นั้นยุ่งยากมากครับ เนื้อหาในเอกสารโบราณเต็มไปด้วยการเล่นคำและแฝงนัยให้ตีความ เป็นต้นว่าเรื่องของนางผดุงครรภ์ผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือมหามารดา หรือคำว่าวิญญาณ (Nephesh) ที่เทพเจ้าประทับลงบนตัวมนุษย์ คำๆนี้ดูเป็นนามธรรมเกินไปเมื่อเทียบกับความหมายดั้งเดิมซึ่งหมายถึงเลือด เลือดฟังดูตรงไปตรงมาและเข้าเค้ากับพันธุวิศวกรรมของเรามากกว่า จริงไหมครับ?

แม้กระทั่งคำเรียกขาน Adam - Adapa ว่าเป็นเสมือนบุตรของ Enki เองก็เป็นคำที่มีปัญหา นักวิชาการเดิมเชื่อว่าคำเรียกขานนี้เป็นเพียงนัยเปรียบว่า Enki ทรงรักมนุษย์เยี่ยงบุตรของพระองค์ ฟังดูก็มีเหตุผล แต่จารึกชิ้นเดียวกันนั่นแหละที่อ้างวาจาของบิดรเทพ Anu ผู้กล่าวถึงมนุษย์ในฐานะ "วงศ์วานแห่ง Enki" คำอธิบายเรื่องนี้อยู่ที่เมื่อครั้ง Enki ทรงง่วนอยู่กับการทดลองนั้น ชายาของพระองค์คือ Ninki ได้เข้ามาช่วยเหลือสวามีอย่างใกล้ชิดในการสร้างโมเดลของ New Adam ทั้งสองอุทิศทุกอย่างให้กับการทดลองตามประสานักวิทยาศาสตร์ในอุดมคติ และ Ninki ยอมทำถึงขั้นมีความสัมพันธ์กับ Adapa จนตั้งครรภ์ขึ้น! เอกสารโบราณกล่าวต่อไปว่านางนำทารกแรกเกิดไปถวายแด่ Enki

...ฟังแล้วเหมือนการทดลองอันบ้าคลั่งของดร.โฮโจและลูเครเซียจนให้กำเนิดเซฟิรอธใน Final Fantasy VII ไหมครับ?









เมื่อ Adapa / Adam ถูกตรวจสอบแล้วว่าเป็นแม่พิมพ์ที่เหมาะสม เขาถูกวางอยู่ในฐานะ Generic Model สำหรับทำสำเนามนุษย์อื่นๆขึ้น นี่คือหลักฐานของการโคลนนิ่งในยุคโบราณที่ชัดเจนที่สุด โคลนของอาดัมนั้นไม่จำเป็นจะต้องเหมือนต้นแบบเสมอไป เพราะเอกสารโบราณระบุว่ามีทั้งชายและหญิง เรื่องน่าสนใจประการหนึ่งถูกกล่าวถึงในไบเบิลครับ การกำเนิด Eve ที่เรารู้กันมาว่าพระยะโฮวาสร้างนางขึ้นจากซี่โครงของอาดัม

...บังเอิญว่าต้นฉบับของบทปฐมกาลในไบเบิลมาจากภาษาสุเมเรียน คำว่าซี่โครง(rib)ถูกเขียนด้วยคำว่า TI อันมีความหมายอยู่สองอย่างคือซี่โครงและชีวิต
...ดังนั้น เรื่องราวที่แท้จริงในเยเนซิสน่าจะเป็น Eve ถูกสร้างขึ้นจาก TI-ชีวิตของอาดัมไม่ใช่จาก TI-ซี่โครง (life not rib, correct?)

แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันที่อีฟจะถูกสร้างขึ้นจากสารประกอบบางประเภทซึ่งมาจากไขกระดูกของอาดัม เราไม่ได้เป็นพยานร่วมเหตุการณ์ หลักฐานที่เหลืออยู่ก็กล่าวไม่ชัดเจน สุดท้ายเราก็ได้แต่คาดคะเนเรื่องไปตามบริบทที่ปรากฏอยู่เท่านั้น จริงไหมครับ



How was the Creation of Man accomplished?

มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร กำลังรออัพเดทนะครับ