วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

The 12th Planet - ตอนที่ 7

The 12th Planet - ตอนที่ 7
Chapter Ten: Cities of the Gods

สวนสวรรค์ Eden
เรื่องราวของการตั้งรกรากบนโลกโดยสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานั้น มีความน่าสนใจไม่แพ้การค้นพบทวีปอเมริการหรือการบุกเบิกล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก อันที่จริงมันมีความสำคัญมากกว่ากันโขเลยครับ เพราะถ้าไม่มีการตั้งรกรากเกิดขึ้น เราและอารยธรรมของเราจะปรากฏดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้หรือ?

The Epic of creation ให้ข้อมูลแก่พวกเราเกี่ยวกับเทพเจ้าผู้เดินทางมายังโลกตามบัญชาของมหาเทพ ในเวอร์ชั่นบาบิโลเนียนกล่าวว่าเป็นบัญชาจากมหาเทพมาร์ดุค ซึ่งเตรียมการนำเทพเจ้าลงสู่ผืนพิภพอยู่นานแล้วหากแต่สภาพของโลกยังไม่พร้อม มาร์ดุครอจนกระทั่งผิวโลกแห้งผากและแข็งพอจะนำปวงเทพลงมาปฏิบัติการได้ มาร์ดุคแถลงนโยบายแต่ปวงเทพที่ร่วมทางมาว่า

In the deep Above,
where you have been residing
"The kingly House of Above" have I built.
Now, a counterpart of it
I shall build in the Below.



ท่านผู้ว่าราชการมารดุคยังกล่าวถึงแผนพัฒนากรุงเทพฯ เอ๊ย... โลกมนุษย์ต่อไปว่า


When from the Heavens
for assembly you shall decend,
there shall be a restplace for the night
to receive you all
I will name it "Babylon" -
The Gateway of the Gods.



(ผมว่าผมใช้คำว่ากรุงเทพฯ-City of the Gods ก็ถูกแล้วนา ฮา ฮา...)

กล่าวได้ว่าโลกของเรา(ซึ่งตอนนั้นเป็นโลกของเขา)ไม่ได้เป็นเป้าหมายของการมาเยือนแบบประเดี๋ยวประด๋าวเลยครับ หากแต่มีการเตรียมพร้อม วางแผน เตรียมกำลังคน จัดสรรงบประมาณ ฯลฯ เป็นระยะเวลาอันยาวนานกว่าการเดินทางมาปฏิบัติการจริงๆจะเริ่มต้นขึ้น ในทางปฏิบัติแผนการสำหรับโลกของเนฟิลิมก็คือ การสร้างดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนี้ให้เป็น home away from homeนั่นเองครับ

โลกคือดาวเคราะห์แห่งสีสันในความรู้สึกของเนฟิลิมโดยแท้ ชั่วขณะที่พวกเขาออกเดินทางอย่างยาวไกลเพื่อหาบ้านแห่งที่สองสำหรับการตั้งรกราก ดาวดวงนี้คือสีสันแห่งระบบสุริยะโดยแท้ สีฟ้าอันแสดงถึงการคงอยู่ของน้ำทะเลและบรรยากาศที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต สีน้ำตาลที่หมายความว่ามีผืนดินสำหรับสร้างเมืองและถาวรวัตถุ สีเขียวอันเป็นตัวแทนของพืชพันธุ์ธัญญาหารสำหรับสัตว์โลก ความรู้สึกของเนฟิลิมที่มีต่อโลกผู้ทรงคุณูปการทั้งปวงคงไม่ต่างจากพวกเราในปัจจุบันนี้เท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในห้วงเวลาที่ครอบครัวของเนฟิลิมเดินทางมาถึงโลกนั้น สภาพของโลกเมื่อมองจากห้วงอวกาศไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้หรอกครับ เพราะเมื่อครั้งที่เนฟิลิมมาถึงโลกของเรานั้น โลกอยู่ในช่วงตอนกลางของยุคน้ำแข็งพอดี

Sitchin อนุมานว่าเนฟิลิมลงสู่พื้นโลกเมื่อประมาณ 450,000 ปีก่อน ตอนนั้นพื้นที่หนึ่งในสามของโลกถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง สภาพทั่วไปของโลกต่างจากปัจจุบันมาก โดยเฉพาะในส่วนของผืนน้ำซึ่งมีความลึกความตื้นไม่เหมือนปัจจุบัน เขาสรุปว่า พวกเขาทำการค้นหาผืนดินที่อยู่ในเขตอบอุ่น อุณหภูมิไม่ทารุณกับพวกเขาเกินไปนัก เป็นเรื่องธรรมดาๆเหมือนกับผู้ตั้งรกรากทั้งปวงย่อมแสวงหาดินแดนที่พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างสบายๆ สวมเสื้อผ้าบางเบาแทนที่จะต้องแบกชุดปรับอุณหภูมิหนาหนักเดินท่อมๆใต้ฟ้าหิมะ นอกจากนั้นยังต้องมีแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และใช้ในการอุตสาหกรรม และที่แน่ๆผืนดินที่พวกเขาตั้งรกรากต้องทำกสิกรรมและปศุสัตว์เพื่อผลิตอาหารสำหรับพลเมืองพลัดถิ่นชาวนิฟิลิมได้

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าจุดที่ดึงดูดใจเนฟิลิมผู้บุกเบิกคือที่ราบลุ่มปากแม่น้ำสามแห่ง ได้แก่ ไนล์, สินธุ และไทกริส-ยูเฟรติส ลุ่มน้ำเหล่านี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างอาณานิคม ซึ่งก็ปรากฏว่าในภายหลังอารยธรรมของมนุษย์ยุคโบราณก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่ดินแดนลุ่มแม่น้ำทั้งสามนี้จริงๆเสียด้วยสิครับ
...บันทึกของชาวสุเมเรียนโบราณกล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ปริโตเลียมของเนฟิลิม ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกตั้งอาณานิคมเนื่องจากคุณูปการทั้งปวงที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีให้ (มีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้วครับว่าชาวเมโสโปเตเมียโบราณรู้จักที่จะใช้น้ำมันดิบในกิจกรรมต่างๆ) ดินแดนแรกที่พวกเขาจะตั้งรกรากจึงน่าจะเป็นดินแดนที่ทรัพยากรดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ที่สุด












ซ้าย: แหล่งน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ถึงขั้นทะลักสู่พื้นดินในทะเลอาราเบียน
กลางและขวา: ภาพถ่ายจากอวกาศของบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ด้านเหนือและตรงกลางตามลำดับ


เมโสโปเตเมียดินแดนระหว่างสองแม่น้ำจึงเป็นตัวเลือกแรกของเนฟิลิม ณ ดินแดนส่วนปลายแถบอ่าวเปอร์เซียไล่มาจนกระทั่งถึงภูเขาอันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส...

ในเยเนซิสกล่าวถึงถิ่นฐานของพระเป็นเจ้าบนโลกมนุษย์-สวนสวรรค์เอเดนว่าตั้งอยู่ในพื้นที่อันอบอุ่น เป็นสถานที่ที่มีแม่น้ำสี่สายไหลผ่าน...
แม่น้ำทั้งสี่มีชื่อเป็นของตนเอง เราไม่ทราบว่าแม่น้ำสองสายแรกคือ พีชอน(Pishon-abundant) และกีฮอน(Gihon-which gushes forth)นั้นเป็นแม่น้ำอะไรและมาจากไหน แต่แม่น้ำสองสายหลังคือไทกริสกับยูเฟรติสกลับเป็นที่รู้จักกันดีของพลโลกปัจจุบัน

คำว่าเอเดน(Eden)ในพระคัมภีร์มาจากศัพท์เมโสโปเตเมีย โดยมาจากคำว่าเอดินู(Edinu)ในภาษาอัคเคเดียนอันหมายถึงที่ราบลุ่ม ผมไม่แน่ใจครับว่าเคยพูดถึงศัพท์คำว่าดินเกอร์(DIN.GIR)ไปแล้วหรือยัง (ขี้เกียจย้อนกลับไปอ่านน่ะ) คำๆนี้เป็นสมัญญาของเทพเจ้าโบราณที่มีความหมายว่าพระเจ้าผู้ทรงธรรม (DIN.GIR - the righteous/just one of the rockets) และศัพท์ภาษาสุเมเรียนอันหมายถึงถิ่นพำนักของเทพเจ้าใช้คำว่า E.DIN ซึ่งแปลว่าเรือนแห่งเทพผู้ทรงธรรม เข้ากันพอดี๊





ภาพจากบางมุมมองของดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์ สินธุ และไทกริส-ยูเฟรติสตามลำดับ

Sitchin กล่าวในหนังสือของเขาครับว่าเนฟิลิมลงสู่โลกด้วยการนำยานสู่ผิวน้ำ ณ จุดที่ปัจจุบันคือทะเลอาราเบียนทางตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย จารึกโบราณมีภาพของนักบินในชุดพิเศษที่ดูคล้ายปลา(และเป็นต้นกำเนิดของตำนานมนุษย์มัจฉา) ยานของพวกเขามีชื่อเรียกว่า Celestial boats-นาวาสวรรค์ ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าทำไมเนฟิลิมจึงเลือกลง ณ จุดดังกล่าวทั้งที่ห่างจากผืนดินที่พวกเขาเลือกตั้งรกรากเป็นระยะทางนับร้อยๆไมล์ ดูจากแผนที่โลกในปัจจุบันแล้วลงที่อ่าวเปอร์เซียใกล้กว่ากันเป็นไหนๆ ทำไมพวกเขาไม่ทำ
...นี่คืออีกหนึ่งหลักฐานครับว่าบันทึกโบราณสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงสมัยนั้น อ่าวเปอร์เซียที่ปัจจุบันเป็นผืนน้ำเมื่อหลายแสนปีก่อนกลับไม่ใช่ เพราะมันเต็มไปด้วยที่ราบลุ่มและทะเลสาบจำนวนมากมาย ยานอวกาศขนาดใหญ่ของเนฟิลิมที่ต้องนำลงบนผืนน้ำ(เพื่อลดอัตราเสี่ยงจากแรงกระแทก)ไม่มีทางนำลงตรงจุดนั้นได้แน่ๆ

ณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย เนฟิลิมเริ่มสร้างที่พำนักอันเป็นอาณานิคมแรกบนโลกของเรา พวกเขาขนานนามสถานที่นั้นว่า E.RI.DU (house in far away built) แหม... เข้าใจตั้งชื่อจริงๆนะครับ ^


สวนสวรรค์ Eden (ต่อ)

ที่เอริดูในดินแดนเมโสโปเตเมียตอนใต้ เนฟิลิมได้สร้างสถานีปฏิบัติการแห่งแรกขึ้นอย่างโดดเดี่ย ณ ดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง มีลิขิตสุเมเรียนโบราณชุดหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าคัดลอกมาจากต้นฉบับดั้งเดิม และเป็นต้นกำเนิดของตำนานน้ำท่วมโลกของอัคเคเดียน กล่าวถึงนครห้าในเจ็ดแห่งแรกของอารยธรรมโลก ข้อความส่วนหนึ่งในลิขิตมีดังนี้



The first of the cities, ERIDU,
he gave to Nudimmud, the leader,
The second, BAD-TIBIRA,
he gave to Nugig.
The third, LARAK,
he gave to Pabilsag.
The fourth, SIPPAR,
he gave to the hero, Utu.
The fifth, SHURUPPAK,
he gave to Sud.

น่าเสียดายที่ชื่อของเทพเจ้าผู้เสด็จจากห้วงสวรรค์ลงมายังโลก วางแผนในการพัฒนาอาณานิคมเอริดู ก่อตั้งรัฐบาลและชนชั้นผู้นำนั้นกร่อนจนไม่สามารถอ่านได้ อย่างไรก็ตามนะครับ เทพผู้ทรงปัญญาซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนทอดสายตามองผืนแผ่นดินอันรกร้างและกล่าวปรารภกับผู้ติดตามว่า "Here we settle" เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Enki ที่มีชื่อรองว่า Nudimmud(ผู้สร้างสรรพสิ่ง)ตามที่ปรากฏในลิขิตโบราณ

ชื่อทั้งสองของเทพองค์นี้คือเอนกิและอีอาเป็นชื่อที่ทั้งสอดคล้องและเหมาะเจาะกับภารกิจของพระองค์ (EN.KI หมายถึง Lord of firm ground ส่วน E.A นั้นแปลว่า Whose house in water) ภารกิจของพระองค์ในการพัฒนาอาณานิคมทั้งบนบกและในน้ำได้แก่



the cleaning of the small rivers,
drain the marshes,
obtain cleaner, potable water,
implemet controlled irrigation
landfillings or the raising of dikes to protect the first houses from the omnipresent waters.



และ...




He marked the marshland,
placed in it carp . . . - fish;
He marked the cane thicket,
placed in it . . . - reeds and green-reeds.
Enbilulu, the Inspector of Canals,
he placed in charge of the marshlands.

Him who set net so no fish escapes,
whose trap no . . . escapes,
whose snare no bird escapes,
...the son of . . . a god who loves fish
Enki placed in charge of fish and birds.

Enkimdu, the one of the ditch and dike,
Enki placed in charge of ditch and dike.

Him whose . . . mold directs,
Kulla, the brick maker of the Land,
Enki placed in charge of mold and brick.

(ผมมันประเภทชอบใช้ภาษาวิบัติจนถึงขั้นวิกลจริต ดังนั้นเพื่อรักษาความงามของต้นฉบับเดิมที่ถอดความออกมาเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ในบางส่วนที่เป็นโคลงกลอนโบราณ ผมจะไม่แปลหรือแตะต้องเนื้อหาให้ท่านต้องเสียความรู้สึก)

รายนามกษัตริย์สุเมเรียนโบราณระบุว่าเอนกิและเนฟิลิมกลุ่มแรกอยู่บนโลกเป็นเวลาแปดชาร์ (28,000 ปี) ก่อนที่ผู้นำรุ่นที่สองจะมาถึง รายละเอียดดังกล่าวนี้เปรียบเหมือนแสงสำหรับคลำทางสู่คำตอบ โดยเราจะพิจารณาตามหลักฐานทางดาราศาสตร์เป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่ง Sitchin สรุปเอาไว้ในหนังสือของเขาว่า

ถ้าเอนกิลงมาที่โลกของเราในช่วงเริ่มต้นของยุคพิซเซส ผ่านยุคอควอริอัสซึ่งกินเวลา 25,290 ปี จนกระทั่งเริ่มยุคแคปปริคอร์นอย่างที่เราเชื่อจริงล่ะก็ เอนกิกับผู้ติดตามพากันใช้ชีวิตอยู่บนโลกในช่วงแรกอย่างยาวนานถึง 28,000 ปีเลยทีเดียว



















ภาพในจินตนาการของอาณานิคมแห่งเนฟิลิม เมื่อครั้งโลกตกอยู่ในยุคน้ำแข็ง

ทว่าในระหว่างที่ Enki ทำหน้าที่ผู้นำในการบุกเบิกโลกอย่างยากลำบากนั้น เทพบิดร Anu และ Enlil ผู้บุตรคอยจับตาโครงการของ Enki จากดาวเคราะห์ดวงที่สิบสองอยู่ตลอดเวลา ลิขิตเมโสโปเตเมียได้ให้รายละเอียดกับเราว่าแท้ที่จริงแล้วผู้ที่เป็นหัวหน้าทีมผู้ว่ากทม. เอ๊ย... หัวหน้าโครงการพัฒนาโลกนั้นคือเทพเอนลิล(Enlil)ที่ภายหลังตัดสินใจเดินทางมายังโลกบ้าง และขึ้นทำหน้าที่ผู้นำเหล่าเนฟิลิมแทนเอนกิ บันทึกยังบอกอีกว่าฐานที่มั่นของเอนลิลมีชื่อว่าลาร์ซา(Larsa) ซึ่งสร้างโดย EN.KI.DU.NU (Enki digs deep) ครั้งที่เอนลิลขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำนั้นพระองค์ถูกขนานนามว่าอาลิม (ALIM-แกะ) ซึ่งน่าจะหมายถึงการเริ่มต้นของยุคอาริเอส(Aries)

จุดมุ่งหมายของการสร้างลาร์ซาต่างไปจากนครอื่นๆ กล่าวคือลาร์ซาไม่ได้เป็นเพียงนครที่บุกเบิกขึ้นเพื่อปรับสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตบนโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนหนึ่งเมืองท่าในการส่งแรงงาน ผลผลิต และอุปกรณ์ต่างๆกลับไปยังดาวเคราะห์ดวงที่สิบสอง จากนั้นเอนลิลทรงสร้าง Mission Command Center สำหรับเป็นสถานีในการประสานงานกับเนฟิลิมที่เดินทางไปมาระหว่างบ้านเกิดของพวกเขากับโลก

Mission Commander Center ของเอนลิลถูกสร้างขึ้นที่นครนิปเปอร์ เอนลิลขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่า NIBRU.KI (Earth's crossing) ซึ่งนับว่าเป็นหอควบคุมยุคโบราณที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีจริงๆครับ ลิขิตสุเมเรียนกล่าวถึงสิ่งประดิษฐ์แปลกๆที่ถูกติดตั้งในนครนิปเปอร์ เช่น
...ดวงตาสำหรับสอดส่องไปทั่วแผ่นดิน
...ลำแสงที่สามารถค้นหาหัวใจแห่งดินแดนทั้งปวง

ลิขิตสุเมเรียนกล่าวถึงนกยักษ์สีดำซึ่งเคลื่อนไหวได้ราวพายุ มีลำแสงมรณะที่คอยปกป้องมันจากผู้บุกรุก คำบรรยายในลิขิตเกี่ยวกับปีกและรูปร่างๆของนกชนิดนี้นักโบราณคดีอ่านแล้วก็ร้องไอ้หย๋า เพราะอ่านแล้วพาลนึกถึงเฮลิคอปเตอร์ไม่ใช่นก นอกนั้นก็มีประดิษฐกรรมโบราณมากมายครับ ที่อ่านแล้วไม่มีความโบราณเอาเสียเลย

เนฟิลิมลงทุนสร้างแม้กระทั่งสถานีเรดาร์เพื่อป้องกันผู้บุกรุก ใครจะมาเป็นผู้บุกรุกของเทพโบราณเหล่านี้ครับ ในห้วงอวกาศยังมีเผ่าพันธุ์ใดกล้าท้าทายอำนาจเทพโบราณจากดาวเคราะห์ดวงที่สิบสองอยู่อีกหรือ?


สถานีอวกาศแห่ง Sippar

ในระหว่างที่ผู้รับเหมา เอ๊ย... เนฟิลิมกำลังเร่งสร้างนครศูนย์กลางทั้งเจ็ดนั้น เหล่าผู้นำของเนฟิลิมก็ได้มีดำริให้สร้างสถานีอวกาศเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการบริหารการบินของเนฟิลิม ลิขิตสุเมเรียนกล่าวว่าสถานีอวกาศแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นทันทีหลังจากที่นครนิปเปอร์ถูกสถาปนาขึ้น ลิขิตยังกล่าวต่ออีกว่านิปเปอร์ทำหน้าที่ประหนึ่งศูนย์กลางในการถ่ายทอดคำสั่งสำคัญๆของเทพเอนลิล คำสั่งดังกล่าวอาจถ่ายทอดไปยังหน่วยต่างๆที่อยู่บนโลก และในบางครั้งคำสั่งอื่นๆก็ได้ถูกส่งผ่านขึ้นสู่สรวงสวรรค์หรือห้วงอวกาศเบื้องบนอีกด้วย สถานีแห่งนี้ทำหน้าที่เหมือนแหลมเคนเนดี้ของ NASA โดยมีเทพ Shamash(หลานของเอนลิล)เป็นผู้อำนวยการ ลิขิตโบราณกล่าวว่า Shamash/UTU ทำหน้าที่เป็นผู้นำของมนุษย์อินทรีทั้งหลาย คอยตัดสินใจและให้คำแนะนำแก่มนุษย์อินทรีที่กำลังจะขึ้นบิน (อย่างที่คุณได้อ่านบทบาทของเทพองค์นี้ไปแล้วในตอนที่กิลกาเมชขึ้นท่องอวกาศ) พูดง่ายๆ Shamash ก็คือผู้อำนวยการด้านอวกาศและการบินของสถานีอวกาศที่ซิปปาร์นั่นแหละครับ

นครสุดท้ายในบรรดานครแห่งปวงเทพ 7 แห่งแรกและมีความเกี่ยวพันกับจักรราศีบนท้องฟ้าได้แก่ลารัค(Larak) ที่ซึ่งเอนลิลมอบหมายให้นินเออร์ตา(Ninurta)ผู้บุตรทำการปกครอง ทำเนียบนครในลิขิตสุเมเรียนขนานนามนินเออร์ตาว่า PA.BILSAG (แปลว่าผู้ปกป้อง - Great protector) ซึ่งมีความหมายเดียวกับกลุ่มดาวราศีธนูแห่งจักราศีทั้ง 12
นักคิดนักเขียนหลายคนสงสัยกันว่า เทพเจ้าจากห้วงอวกาศเหล่านี้มีเหตุผลกลใดจึงได้ตั้งนครในตำแหน่งต่างๆตามที่กล่าวถึงในเอกสารโบราณ ใช่แล้วครับ... ความนี้ต้องมีเหตุผลดีๆอยู่เบื้องหลังเป็นแม่นมั่น เพราะเทพเจ้าที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วซึ่งเทคโนโลยี มีอภินิหารทางวิทยาศาสตร์ถึงขั้นเดินทางไปมาระหว่างดวงดาวได้นั้น คงไม่มาตั้งรกรากสุ่มสี่สุ่มห้าบนดาวเคราะห์อันหนาวเหน็บอย่างโลก(ในขณะนั้น)หรอกจริงไหม

...เทพเจ้าเหล่านี้มีแผนการอะไรอยู่ในใจงั้นหรือครับ?




















Mater Plan of The Gods

ผมขอตอบคำถามนี้ด้วยคำถามก็แล้วกัน คำถามแรกก็คือสัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์โบราณที่ใช้แทนโลกของเรานั้น ทำไมต้องเป็นสัญลักษณ์ของวงกลมคร่อมทับกากบาท ถ้านึกภาพไม่ออกลองนึกถึงสัญลักษณ์ของเป้า(target)หรือศูนย์เล็งของปืนไรเฟิลนะครับ รูปของมันเป็นอะไรแบบนั้นแหละ

สัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายและมีต้นกำเนิดจากดินแดนซูเมอร์โบราณ สัญลักษณ์นี้ยังถูกใช้ในอักษรไฮโรกลิฟิกของอียิปต์โบราณซึ่งมีความหมายว่าสถานที่อีกด้วย

มันคือความบังเอิญหรืออะไรกันแน่ครับ เมื่อตอนที่เนฟิลิมต้องการลงสู่พื้นโลก พวกเขาให้สัญลักษณ์อะไรเกี่ยวกับเป้าหมายลงไปในแผนที่โลกหรือไม่ ถ้าใช่ เป้าหมายนั้นหมายถึงอะไร?

Sitchin อธิบายถึงส่วนประกอบสำคัญที่เห็นได้ชัดของเทือกเขาอารารัตว่าประกอบด้วย Little Aararat และ Great Ararat ซึ่งสองจุดนี้สามารถสังเกตได้ง่ายจากทางอากาศ แถมยังเป็นจุดตัดของเส้นแวงเหนือ-ใต้ แวดล้อมด้วยแม่น้ำสองสายซึ่งไหลผ่านคือไทกริสและยูเฟรติส จุดนี้แหละครับที่เป็นจุดที่เหมาะสมในการสร้างสถานีอวกาศของปวงเทพจากห้วงอวกาศ เรามาดูกันดีกว่าว่าเหมาะสมอย่างไร

ประการแรกคือ ณ จุดนี้เป็นจุดที่เหมาะสมในการขึ้นและลงของอากาศยาน
ประการที่สองคือง่ายต่อการลำเลียงอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับการบิน ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางน้ำ
และประการสุดท้าย... เป็นข้อเท็จจริงที่แม้แต่พวกเราในยุคปัจจุบันเองยังต้องยอมรับ นั่นคือบริเวณดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปริโตเลียม ดังนั้นเราจึงพอจะอนุมานได้อย่างคร่าวๆว่า เหตุใดปวงเทพจากห้วงอวกาศจึงเลือกจุดดังกล่าวเป็นที่ตั้งสถานีอวกาศของพวกเขา



































ข้อเท็จจริงของหลักการบินในปัจจุบัน ยืนยันกับเราได้ว่าเนฟิลิมเลือกที่ตั้งสถานีอวกาศได้อย่างถูกต้องแม่นยำที่สุด

ดินแดนตรงส่วนหักโค้งของแม่น้ำยูเฟรติสอุดมไปด้วยทรัพยากรเชื้อเพลิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ ลองนึกภาพของผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมที่เอ่อล้นขึ้นมาตามรอยแยกของผิวดินสิครับ คนโบราณในแถบนั้นมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้ในอุตสาหกิจของพวกเขาอย่างเหลือเฟือมาแต่ไหนแต่ไรโดยไม่ต้องขุดเจาะเลยด้วยซ้ำ ดินแดนตรงนั้นเองที่เป็นที่ตั้งของนครแห่งปวงเทพนามว่า Sippar อันมีความหมายว่าวิหค

...ความหมายในภาษาโบราณ Sippar ยังหมายถึงที่ๆพญาอินทรีหวนคืนสู่รังอีกด้วย ในบทที่ผ่านมาเราตีความคำว่าพญาอินทรีเป็นอากาศยาน ดังนั้นรังของพญาอินทรีน่าจะหมายถึงสนามบินที่บรรดาวิหคแห่งเทพร่อนขึ้นร่อนลงเป็นว่าเล่น จริงไหมครับ?


จริงหรือที่มีสนามบินอยู่ที่ Sippar

หลายคนคงถามคำถามนี้อยู่ในใจ แล้วถ้าสนามบินนี้มีอยู่จริง อากาศยานของเนฟิลิมจะเดินทางจากศูนย์บัญชาการกลางคือนคร Nippur มายัง Sippar ได้อย่างไร? ข้อนี้ตอบไม่ยากครับ
ภาพบนเซรามิคชิ้นหนึ่งที่พบในซูซา (Susa) ที่มีอายุประมาณ 3,200 ปีก่อนคริสตกาลแสดงให้เราเห็นถึงมุมประกบสามเส้าของแม่น้ำและภูเขา มีสัญลักษณ์คล้ายลูกศรบอกทิศชี้ไปยัง Sippar โดยกึ่งกลางของภาพมีสัญลักษณ์ X หรือกากบาทขนาดใหญ่อยู่กึ่งกลาง ซึ่งจุดนั้นหมายถึงนคร Nippur

ฟังแล้วเหลือเชื่อไหมครับ เพราะรายละเอียดเพิ่มเติมของภาพนี้คือมันถูกออกแบบให้ทุกส่วนมีความสัมพันธ์กันด้วยมุม 45 องศา ซึ่งสภาพความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนั้นหากต้องการเดินทางทางอากาศจาก Nippur มายัง Sippar นักบินสามารถตั้งพิกัดเป้าหมายของเขาด้วยดีกรีนี้ได้อย่างแม่นยำ มากไปกว่านั้น นครอื่นๆที่ถูกระบุว่าเป็นนครของปวงเทพยังทำมุม 45 องศากับสนามบินที่ Sippar ทั้งสิ้น

นักโบราณคดีตั้งคำถามมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าชาวสุเมเรียนโบราณใช้หลักเกณฑ์อะไรในการสถาปนานครของพวกเขา ถ้าเราเชื่อในเรื่องเนฟิลิมเราก็ตอบคำถามนี้ได้ไม่ยากครับ ว่าชาวสุเมเรียนตั้งถิ่นฐานตามนครดั้งเดิมใน Master Plan ของปวงเทพจากห้วงอวกาศ ที่ต้องการให้สถานที่ตั้งของนครเหล่านั้นสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆไปจาก Sippar ให้มากที่สุด และประการสำคัญครับ การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เทคโนโลยี (อาจจะรวมถึงพลเมืองเนฟิลิมด้วย) เหล่านี้ส่วนใหญ่มีปลายทางอยู่ที่นคร Nippur นครโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดเชื่อมของสวรรค์และโลก...


ซิกกูรัตและ Ark the Covenant
Sitchin อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ของเนฟิลิมที่ใช้ในอุตสาหกิจการบินเอาไว้มากมายครับ โดยเฉพาะด้านการสื่อสารระหว่างดาวเคราะห์ดวงที่ 12 กับ Command Center นี่นคร Nippurบางอย่างพิศดารเสียจนเราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักโบราณคดีเข้าใจว่าเป็นอุปกรณ์ในเทพนิยาย แต่บางอย่างกลับทำให้เรานึกถึงอุปกรณ์ที่เราคุ้นเคยกันในพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเก่า นั่นคือหีบอาร์คหรือ Ark of the Covenant

"... เจ้ากล่องสีดำ(จากรูปลักษณ์ที่เราเห็น มันเป็นอย่างนั้น)ในภาพลูกกลิ้งของชาวสุเมเรียนโบราณทำให้เรานึกถึง Ark of the Covenant ซึ่งถูกสร้างโดยศาสดาพยากรณ์โมเสส ซึ่งสร้างตามคำแนะนำจากพระเจ้าในข้อที่ว่า ตัวกล่องต้องสร้างด้วยไม้อย่างดี ทาบทับด้วยทองคำทั้งในและนอก โดยมีส่วนประกอบ(ที่คล้ายฉนวนกันไฟฟ้า)คั่นอยู่ตรงกลาง ส่วนประกอบหนึ่งของหีบที่เรียกว่า Kapporeth ต้องทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ มีเสาเทวรูปเล็กๆที่เรียกว่า Cherubim ตั้งอยู่เหนือหีบสองอัน นักภาษาศาสตร์สมัยก่อนตีความคำว่าแคพโพเรธ (Kapporeth) เป็นปกหรือกล่องหุ้มซึ่งไม่น่าจะใช่ครับ เพราะข้อความจากภาค Exodus ในคัมภีร์พันธสัญญาเก่าบอกจุดประสงค์ของการสร้างหีบอาร์คไว้อย่างชัดเจนว่า มันถูกสร้างเพื่อ

...ให้พระเจ้าสื่อสารกับมนุษย์โดยผ่าน Kapporeth ที่อยู่ระหว่าง Cherubim ทั้งสอง"
























ภาพหีบอาร์คในจินตนาการ (หรือใครเคยเห็นของจริง?)

...ผ่านลำโพง(หรืออาจจะเป็นจอภาพ)ที่ตั้งอยู่ระหว่างเสาอากาศ หมายความว่าอย่างนั้นหรือเปล่าครับ?
แคพโพเรธกับเชรูบิมจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ แต่ Ark of the Covenant ถูกสร้างเพื่อเป็นอุปกรณ์สื่อสารแน่ๆ เจ้าหีบพิศวงนี้ทำงานด้วยพลังไฟฟ้าครับ การเคลื่อนย้ายหีบดังกล่าวต้องใช้ไม้คานสอดเข้าไปในห่วงทองทั้งสี่ด้านของหีบและใช้ชายฉกรรจ์จำนวนสี่คนหามมันไป แสดงว่ามีน้ำหนักไม่ใช่น้อย แถมตัวหีบอาร์คยังประจุไปด้วยไฟฟ้าแรงสูงเพราะเอกสารโบราณระบุว่า ชายชาวอิสราเอลผู้หนึ่งถึงแก่ความตายทันทีเมื่อไปแตะหีบนี้เข้า ตัวของเขาเกรียมไหม้เหมือนโดนฟ้าผ่า นั่นไม่ใช่ลักษณะของคนที่ถูกช็อตด้วยไฟฟ้าแรงสูงหรอกหรือครับ?

เช่นเดียวกับเรื่องเล่าของชาวสุเมเรียน วัตถุศักดิ์สิทธิ์บางชิ้นที่สามารถทำให้มนุษย์สื่อสารกับเทพเจ้าได้ไม่ว่าเทพองค์นั้นจะสถิตอยู่ที่ใดถูกมองได้ 2 แง่ครับ คือเรื่องของเทพนิยายเหนือธรรมชาติ กับของจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนื้อหาด้านเทพปกรณัมกลืนลงไป สัญลักษณ์ทางศาสนาที่ปรากฏในวิหารที่นครลากาช นครเออร์และมารีนั้น มีสัญลักษณ์แบบนึงที่ถูกแสดงด้วยเทวรูปบูชารูปดวงตา (eye idol) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถูกพบที่วิหารแห่งดวงตาที่ Tell Brank ทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย วิหารถูกขนานนามว่าวิหารแห่งดวงตาเพราะในตัวโบราณสถานอายุสี่พันกว่าปีนี้ ด้านในถูกประดับประดาด้วยสัญลักษณ์รูปดวงตานับร้อยนับพันคู่ และที่เหนืออื่นใด ที่แท่นบูชาใหญ่ของวิหารแห่งนี้ถูกประดิษฐานไว้ด้วยศิลารูปดวงตาคู่ที่ดูน่าเกรงขามเป็นยิ่งนัก

นักสุเมเรียนวิทยาให้ข้อสังเกตไว้ครับว่า รูปบูชาของชาวสุเมเรียนในยุคหลังถูกสร้างเลียนแบบอุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า ศิลารูปดวงตานี้อาจถูกสร้างเพื่อรำลึกถึงดวงตาอันน่าเกรงขามของ Ninurta หรือไม่ก็ดวงตาของ Enlil ที่ตั้งอยู่ ณ นครนิปเปอร์ซึ่งมีกล่าวถึงในเอกสารโบราณว่า



" His raised eye scans the land...
His raised Beam searchs the land "










อาร์คปรากฏในทุกวัฒนธรรมโบราณ แม้กระทั่งอียิปต์


Ziggurat ศาสนสถานหรือลานจอด UFOs
Zecharia Sitchin ได้อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดใน 12th Planet เกี่ยวกับวิธีการสร้างซิกกูรัต เช่น สถาปัตยกรรม มาตราวัด และความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระยะห่างของมันกับสถานที่ตั้งของนครแห่งปวงเทพ

เขาได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ครับว่า...

"จริงๆแล้วซิกกูรัตเหล่านี้ถูกสร้างเพื่อสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น การดูดาวฤกษ์-ดาวเคราะห์อย่างที่นักโบราณคดีพากันสรุปเอาไว้จริงหรือ? หรือว่ามีวัตถุประสงค์ในการเป็นสถานีบริการแก่อากาศยานของเนฟิลิมกันแน่? สังเกตดูดีๆสิครับ ซิกกูรัตทุกแห่งชี้มุมไปยังทิศทั้งสี่อันได้แก่ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก การออกแบบเช่นนั้นจะทำให้ฐานกับผนังด้านข้างทั้งสี่ของซิกกูรัตทำมุม 45 ดีกรีกับทิศหลักทั้งสี่ นั่นหมายความว่าอากาศยานใดๆที่ต้องการร่อนลงพื้นสามารถที่จะแล่นขนานไปกับด้านข้างของซิกกูรัต หรือใช้มันเป็นตัวชี้สำหรับบินตรงไปยังสถานีอวกาศที่ Sippar ได้อย่างไม่ยากเย็น"

ขอสรุปเพิ่มเติมอีกนิดละกันครับว่า แม้แต่นักวิชาการผู้พะอืดพะอมต่อทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศ ก็ยังอดยอมรับไม่ได้เลยว่าคนโบราณมีวัตถุประสงค์อื่นในการสร้างซิกกูรัตแฝงอยู่ นอกเหนือจากความต้องการสร้างเทวสถานให้สูงตระหง่านเกินความจำเป็นเช่นนี้

















Samuel N. Kramer ผู้โด่งดังสรุปเกี่ยวกับกรณีนี้ไว้ว่า

"หอคอยสุดอลังการอย่างซิกกูรัตนั้น กลายเป็นเครื่องยืนยันอารยธรรมอันเรืองโรจน์ของเมโสโปเตเมีย มันคือตัวแทนแห่งความสัมพันธ์ทั้งเชิงประวัติศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ระหว่างเทพเจ้าบนฟากฟ้า กันมนุษย์เดินดินที่อาศัยอยู่บนโลก"

ท่าจะจริงของคุณ Kramer...

แต่เราชาว Myth คิดกันไปมากกว่านั้น พวกเรา(หรือว่านายโซนิคคนเดียวหว่า)เชื่อกันว่า จุดประสงค์ของการสร้างซิกกูรัตนั้น สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างเทพเจ้าบนโลกกับเทพเจ้าบนสวรรค์โดยแท้ มนุษย์เดินดินในสมัยก่อนทำได้ก็เพียงแหงนมองเทวสถานโบราณนี้อย่างยำเกรง และอนุชนรุ่นหลังได้สร้างเลียนแบบขึ้นเพื่อรำลึกว่า ครั้งหนึ่งเทพเจ้ากับมนุษย์เคยอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

...ว่าแต่ สันติสุขจริงหรือ?